5 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแท้ง (Abortion)

การทำแท้งปลอดภัยหรือไม่

แม้จะยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการทำแท้ง แต่การทำแท้งก็ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยที่สุด และพบได้บ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เมื่อมีการผ่านกฎหมายต่อต้านการทำแท้งไปทั่วประเทศ  ชาวอเมริกันจำนวนมากได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความถี่ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำแท้ง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกระบวนการทำแท้งก่อน ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือผลของการทำแท้งจึงเป็นหนึ่งในกระบวนการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ทุก ๆ ปี มีผู้หญิงหลายแสนคนเข้ารับการทำแท้งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา

มีผู้หญิงประมาณ 1 ใน 4 จะทำแท้งเมื่ออายุ 45 ปีเพื่อสอดคล้องตามแผนครอบครัว 19% ของการทำแท้งจะทำเมื่ออายุ 30 ปี และ 4.6% จะทำเมื่ออายุ 20 ปี

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแท้ง

1. อัตราการแท้งกำลังลดลง

แม้ว่าการทำแท้งจะเป็นเรื่องปกติมากในสหรัฐอเมริกา แต่จำนวนการทำแท้งกำลังลดลงทุกปี

ระหว่างปี 2006 – 2015 อัตราการทำแท้งในสหรัฐอเมริกาลดลงประมาณ 26% ภือเป็นอัตราต่ำสุดที่เคยบันทึกเอาไว้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคาดว่าเป็นเพราะระบบการคุมกำเนิดที่สะดวกและง่ายขึ้น พร้อมกับความตระหนักรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่ทำให้อัตรานี้ลดลง

ปัจจัยที่มีส่วนทำให้การทำแท้งลดลง คือความพร้อมในการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น และการเข้าถึงการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น เมื่อมียาคุมกำเนิดมากขึ้น อัตราการทำแท้งก็ลดลง

2. การทำแท้งถือเป็นขั้นตอนที่ปลอดภัยมาก

ปัญหาร้ายแรง หรือภาวะแทรกซ้อนหลังการทำแท้งนั้นพบได้ยาก

ช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในการทำแท้ง คือช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งความเสี่ยงในการติดเชื้อ มดลูกฉีกขาด ตกเลือดอย่างหนักจะมีต่ำมาก โดยพบว่าการทำแท้งในช่วงไตรมาสแรกมีน้อยกว่า 1 % ที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

ในความเป็นจริง การคลอดบุตรมีความเสี่ยงมากกว่าการทำแท้งเสียอีก โดยพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการคลอดบุตรนั้นสูงกว่าการเสียชีวิตเนื่องจากการทำแท้งถึง 14 เท่า

3. อัตราการทำแท้งสัมพันธ์กับความมั่นคงทางการเงิน

ประมาณ 60% ของผู้ที่ทำแท้งอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี ประมาณ 25% ของผู้ทำแท้งอยู่ในช่วงอายุ 30 ปี และประมาณ 12% ของผู้ที่ทำแท้งยังเป็นวัยรุ่น

ผู้หญิงมากกว่าครึ่งที่ทำแท้งเคยผ่านการมีลูกมาแล้ว นอกจากนี้อัตราการทำแท้งในผู้หญิงที่มีลูกแล้ว (ประมาณ 33%) สูงกว่าผู้หญิงที่มีลูกคนเดียว (ประมาณ 26%)

สาเหตุของการทำแท้งที่พบได้มากที่สุด คือความกังวลของผู้หญิงเกี่ยวกับความสามารถในการจัดการกับลูก ๆ ที่พวกเขามีอยู่แล้ว

ในพื้นที่ยากจน การเข้าถึงการคุมกำเนิดมีจำกัด จึงพบอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์สูงขึ้น ทำให้อัตราการทำแท้งพบได้มากขึ้นในสตรีที่ยากจน

4. วิธีทำแท้งมีหลายประเภท

การทำแท้งมีหลายประเภท แต่ละประเภทจะพิจารณาตามอายุครรภ์

ก่อนทำหัตถการใด ๆ แพทย์จะตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าแท้จริงแล้วการตั้งครรภ์อยู่ในมดลูกหรือไม่

โดยปกติจะไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าอายุครรภ์จะถึง 6 สัปดาห์ เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าตั้งครรภ์อยู่ในมดลูก จึงจะสามารถทำแท้งได้

การทำแท้งด้วยยา หรือ “ยาทำแท้ง” เป็นการทานยาเพื่อดำเนินการยุติการตั้งครรภ์ โดยบังคับให้มดลูกขับเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ออกมา การกินยาทำแท้งสามารถทำได้ที่เองที่บ้านภายใน 9 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

การทำแท้งโดยการผ่าตัด โดยบุคลากรทางการแพทย์จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ผ่าตัดเอาทารกในครรภ์ออกจากมดลูก การผ่าตัดทำแท้งได้ผล 99%

ในช่วงไตรมาสแรก สามารถใช้วิธีดูดสูญญากาศ หรือขูดมดลูก เพื่อล้างมดลูก ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่หากอายุครรภ์มาก อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น

5. การห้ามทำแท้งไม่ได้หยุดไม่ให้ตั้งครรภ์อีก

มีเหตุผลหลายประการที่ผู้หญิงเลือกที่ดำเนินการยุติการตั้งครรภ์

สาเหตุสำคัญของคนทำแท้งคือ: การมีลูกจะรบกวนการทำงาน การศึกษา หรือความสามารถในการดูแลลูกของผู้หญิง หรือความวิตกกังวลที่เกิดจากบุคคลอื่น

การห้ามทำแท้งจะยิ่งเพิ่มความเครียดทางการเงิน อารมณ์ และร่างกายให้กับผู้หญิง กลายเป็นการผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ความยากจนมากขึ้น

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่าการจำกัดการเข้าถึงการทำแท้งของสตรี ไม่ได้หยุดการทำแท้งได้จริง เพราะอัตราการทำแท้งค่อนข้างเท่ากันในประเทศที่ห้ามทำแท้ง และประเทศที่การทำแท้งถูกกฎหมาย

ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ผู้หญิงก็ยังคงทำแท้ง เถื่อนซึ่งเป็นการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน หรือเป็นอันตรายถึงชีวิต

No Responses

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *