ลอราทาดีน (Loratadine)

Loratadine คือยาอะไร

ชื่อสามัญ ลอราทาดีน (Loratadine)

ชื่อทางการค้า Allerdine Clarityne Lindine Lorsedin เป็นต้น

ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines) กลุ่มนี้ออกฤทธิ์ผ่านสมองน้อยมาก ทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอน ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) และ ลอราทาดีน (Loratadine) โดยในบทความนี้เราจะกล่าวถึงลอราทาดีนว่ามีข้อบ่งใช้ ขนาดและวิธีการใช้ยา ผลข้างเคียง และข้อควรระวังในการใช้ยาอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับยาลอราทาดีน

  • ยาลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาแก้แพ้ที่มีทั้งในรูปของยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ควรสอบถามข้อบ่งใช้จากเภสัชกรก่อนใช้ยา
  • ลอราทาดีนมีฤทธิ์ต้านสารที่มีชื่อว่า ฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น จาม น้ำมูกไหล ผื่นคัน หรือผื่นลมพิษ การที่จะบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้นั้นต้องได้รับยาต้านฮีนตามีน อาการจึงจะทุเลาลง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน ที่รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
  • หากกำลังมีอาการของลมพิษโดยเฉพาะที่มีอาการฟกช้ำ พุพอง ผิวหนังมีสีผิดปกติ หรือมีผื่นลมพิษที่ไม่มีอาการคัน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าว อีกทั้งห้ามใช้ลอราทาดีนร่วมกับแอลกอฮอร์หรือน้ำส้มโอ (grapefruit) เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงของยาที่รุนแรงขึ้น
  • หากมีประวัติทาการแพทย์เป็นโรคตับอักเสบ หรือมีประวัติแพ้รุนแรง เช่น มีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการบวมตามใบหน้า ลำคอ ปาก และลิ้น ชัก หมดสติ หรือเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการใช้ยา ควรหยุดยาแล้วรีบนำส่งแพทย์ฉุกเฉิน
  • ปัจจุบันโรคภูมิแพ้ ยังไม่มียารักษาอาการให้หายขาด ฉะนั้นทำได้เพียงหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากไม่ทราบว่าสิ่งใด่กอให้เกิดอาการแพ้ สามารถเข้ารับการตรวจภูมิแพ้ได้ที่โรงพยาบาล

ข้อบ่งใช้ของลอราทาดีน Loratadine

เพื่อบรรเทาอาการเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาการหวัดแบบเฉียบพลัน และอาการคันที่เกิดจากการแพ้

ยาแก้แพ้ Loratadine กลไกการออกฤทธิ์

ยาแก้แพ้ Loratadine (antihistamines) ที่ออกฤทธิ์แรง เร็ว และยาวนาน เป็นยาแก้แพ้ชนิดหนึ่งที่ไม่ทำให้ง่วงนอน มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งของสารฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่สร้างขึ้นเพื่อต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ โดยตัวยาจะมีความจำเพาะต่อ H1 receptor ที่อวัยวะนอกระบบประสาทส่วนกลางมากกว่า H1 receptor ในระบบประสาท

ขนาดและการใช้ยา

  • สำหรับเด็ก (อายุ 2-12 ปี)

น้ำหนักตัวต่ำกว่า 30 กก. : 5 มก. วันละครั้ง

น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กก. : 10 มก. วันละครั้ง

เด็กที่มีอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไปให้ใช้ขนาดยาเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่

  • สำหรับผู้ใหญ่

10 มก. วันละครั้ง หรือ 5 มก. วันละ 2 เวลา

  • ในผู้ที่ไตเสื่อม

CrCl < 30 มล./นาที : 10 มก.วันเว้นวัน

  • ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ

ขั้นรุนแรง : ให้เริ่มยาที่ 10 มก.วันเว้นวัน

สามารถรับประทานยาพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้

เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิระหว่าง 20-25°C เก็บให้พ้นจากความร้อน แสงแดด และความชื่น

เก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม ปิดฝาให้สนิท และเก็บให้พ้นจากเด็กและสัตว์เลี้ยง

และอย่าลืมทิ้งยาเมื่อหมดอายุ

การใช้ยาเกินขนาด

หากคุณใช้ยาเกินขนาดจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • ง่วงซึม
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ปลุกตื่นยาก
  • ปวดศีรษะ

แก้ไขจะเป็นการรักษาตามอาการ บางทีอาจให้ยา activeted charcoal หรือทำการล้างท้อง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่

  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ
  • ภาวะ Paradoxical : ความรู้สึกตื่นเต้น กระวนกระวายใจ อันเนื่องมาจากการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง

ผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่

  • ความผิดปกติด้านหัวใจ : หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ
  • ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร : ปากแห้ง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กระเพาะอักเสบ
  • ความผิดปกติของตับ : ตัวตาเหลือง ตับอักเสบ ภาวะตับขาดเลือด (hepatic neccrosis) ค่าเอนไซม์ของตับสูงขึ้น
  • ความผิดปกติของการเผาผลาญและภาวะโภชนาการ : ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  • ความผิดปกติของระบบประสาท : วิงเวียนศีรษะ
  • ความผิดปกติของผิวหนังและเนื้อเยื่อไขมัน : เกิดผื่น ผมร่วงเป็นหย่อมๆ (Alopecia)

ปฏิกิริยาต่อกันของยา

  • ก่อนใช้ยาควรแจ้งรายการยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร หรือวิตามินที่กำลังรับประทานอยู่ให้กับแพทย์หรือเภสัชกรทราบ
  • ไม่ควรใช้ยาลอราทาดีนร่วมกับยาราโนลาซีน (Ranolazine) โดยเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลอราทาดีนร่วมกับ
  • Amiodarone
  • Darunavir
  • Dasatinib

ข้อควรระวัง

ห้ามใช้ยาลอราทาดีน ในกรณี

  • เคยมีประวัติแพ้ลอราทาดีน หรือยาเดสลอราทาดีน (Desloratadine)
  • ผู้ที่มีพันธุกรรมเกี่ยวกับความบกพร่องของเมตาบอลิซึมของร่างกายชนิด Phenylketonuria (PKU) โดยจะทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ในการย่อยกรดฟีนิลอะลานีน ซึ่งยาลอราทาดีนแบบชนิดเคี้ยวได้จะมีกรดฟีนิลอะลานีนเป็นส่วนประกอบ
  • ผู้ที่มีไตวายหรือตับวาย
  • หากมีผื่น หรือลมพิษที่มีการฟกช้ำ พุพอง สีผิดปกติ หรือผื่นลมพิษที่ไม่มีอาการคัน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • หากภายใน 3 วันอาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยา หรือหากเป็รผื่นลมพิษมานานกว่า 6 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่น

ในสตรีมีครรภ์ : ลอราทาดีนถูกจัดเป็นยาในกลุ่ม B นั้นหมายถึง ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ตัวยาสามารถส่งผ่านน้ำนมได้น้อยมาก จึงสามารถให้นมบุตรขณะรับประทานยาดังกล่าวได้ แต่ก็ควรเผ้าระวังหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ลูกง่วงซึม ดูดนมยาก น้ำหนักตัวลดลง เป็นต้น จึงไม่เหมาะที่จะใช้ยาในระยะยาวระหว่างที่ให้นมบุตร

การใช้ยาลอราทาดีนร่วมกับส้มโอ(Grapefruit) : ส้มโอต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ตับด้วยกลไกเดียวกันกับลอราทาดีน ฉะนั้นจึงมีผลต่อยาดังกล่าวโดยตรง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้

การใช้ยาลอราทาดีนร่วมกับแอลกอฮอล์ : การดื่มแอลกอฮอร์ร่วมกับการใช้ยาจะทำให้เกิดอาการมึนงง ปากแห้ง ตาแห้ง ซึ่งอาจมีผลต่อการมองเห็น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกัน

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

  • https://www.nhs.uk/medicines/loratadine/
  • https://www.webmd.com/drugs/2/drug-73-204/loratadine-oral/loratadine-oral/details
  • https://medlineplus.gov/druginfo/meds/a697038.html

No Responses

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *