งูกัด (Snake Bites)

งูกัดคืออะไร

การถูกงูมีพิษกัดพบว่ามีการเสียชีวิตไม่บ่อยมากนัก ถึงกระนั้นก็ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ถึงแม้จะถูกงูไม่มีพิษกัดก็ตามก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ เมื่อถูกงูมีพิษกัดอาจทำให้เกิดอาการปวดตรงบริเวณที่ถูกกัด บวม ชัก คลื่นไส้หรือเป็นอัมพาต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรเป็นขั้นแรกที่ต้องทำหลังถูกงูกัด รวมไปถึงการทำความสะอาดแผล ทำใจให้เย็นและอยู่นิ่งๆ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องรีบไปรับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากรักษาได้ทันเวลา ผลการฟื้นฟูก็จะได้ผลดีมากกว่า

การชี้ระบุชนิดงูมีพิษ

หากคุณไม่ทราบความแตกต่างของงูแต่ละชนิดและไม่สามารถแยกแยะระหว่างงูมีพิษกับงูไม่มีพิษได้ ก็นับเป็นเรื่องยากที่จะรู้วิธีการรับมือเมื่อถูกงูกัด ดังนั้นควรใช้วิธีการรักษาจากงูกัดเหมือนถูกงูพิษกัดเสมอ

งูส่วนใหญ่ในสหรัฐมักเป็นงูไม่มีพิษ มีบางชนิดที่เป็นงูพิษ ในสหรัฐงูมีพิษทั้งหมดยกเว้นงูปะการังคืองูในกลุ่ม pit vipers คืองูที่สามารถแยกความแตกต่างได้โดยสังเกตได้จากร่องลึกระหว่างตาและจมูก ร่องหลุมลึกนี้คือบริเวณไว้จับความร้อนสำหรับงู งูในกลุ่ม pit vipers ทั้งหมดจะมีหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ก็ไม่ใช่งูที่มีหัวสามเหลี่ยมทุกชนิดจะเป็นงูมีพิษ

หากคุณหรือใครสักคนโดนงูกัด การจะรู้ได้โดยทันทีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะการกัดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและงูก็จะหายไปทันที

การระบุงูกัดให้ดูจากอาการดังต่อไปนี้:

  • มีรอยเจาะสองรู
  • บริเวณรอบๆแผลมีรอยแดงและบวม
  • รู้สึกปวดบริเวณที่โดนกัด
  • หายใจลำบาก
  • อาเจียนและคลื่นไส้
  • ตามัว
  • เหงื่ออกและน้ำลายไหล
  • มีอาการชาที่ใบหน้าและแขนขา

งูมีพิษบางชนิดอาจมีอาการเฉพาะอย่างตามแต่ละชนิดของงู

งูกะปะ

งูกะปะคืองูที่มีพิษรุนแรงและเป็นงูที่พบได้ในประเทศไทย โดยลักษณะของงูกะปะนั้นจะมีหัวเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ลำตัวมีลายรูปสามเหลี่ยมทั้งตัว

อาการ

  • ผิวจะเกิดการเน่าบริเวณแผลหลังถูกกัดไม่กี่วัน
  • แผลบวมหลังถูกงูกัด
  • ความดันโลหิตลดลงต่ำ อาจทำให้เสียชีวิต
  • ผิวเป็นรอยช้ำ

งูเขียวห้างไหม้

งูเขียวหางไหม้เป็นงูมีพิษแต่นับได้ว่าเป็นงูที่มีพิษน้อยกว่าบรรดางูพิษอื่น ๆ โดยงูเขียวหางไหม้นี้พบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย โดยมีลักษณะตัวสีเขียว มีหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม

อาการ

  • เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณแผลอย่างมาก
  • มีเลือดไหลซึมจากแผล
  • บริเวณแผลจะบวม
  • ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด

งูหางกระดิ่ง

งูหางกระดิ่งนั้นง่ายต่อการระบุชี้ชัด งูหางกระดิ่งจะมีวงแหวนอยู่ที่ปลายหางซึ่งจะสั่นได้เมื่อพวกมันรู้สึกถูกคุกคาม และนั้นทำให้เกิดเสียงสั่นขึ้นและเป็นเหมือนสัญญานเตือนให้คุณต้องถอยออกมา งูหางกระดิ่งเป็นงูมีพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีรายงานการถูกกัดจากมันในแต่ละปีเป็นจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา งูชนิดนี้มีถิ่นที่อยู่อาศัยตามพื้นที่เปิดที่ที่มันสามารถพักอยู่กลางแสงแดดได้เช่นตามก้อนหินหรือขอนไม้

อาการ

อาการเฉพาะจากการถูกงูหางกระดิ่งกัดจะเกิดขึ้นอย่างทันทีและมีอาการเช่น:

  • รู้สึกปวดอย่างรุนแรง
  • หนังตาตก
  • ความดันเลือดต่ำ
  • กระหาย
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

งูทางมะพร้าว

งูทางมะพร้าวจะมีสีแดงหรือสีทองพร้อมกับลายรูปทรงนาฬิกาทราย มีขนาดความยาว 18 ถึง 36 นิ้วงูทางมะพร้าวมักพบในป่า หนองน้ำ โขดหินและแม่น้ำในแถบภาคตะวันออกของประเทศ (เช่นรัฐเท็กซัส) เป็นงูที่ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว งูทางมะพร้าวจะกัดก็ต่อเมื่อเกิดไปเดินเหยียบเข้าโดยบังเอิญหรือเข้าไปใกล้มัน

อาการ

 

  • มีอาการและปวดทันที
  • สีผิวเปลี่ยน
  • ภาวะช็อก
  • ความดันเลือดต่ำ
  • อ่อนแรง

งูปะการัง

งูปะการังจะมีสีดำ เหลืองและมีลายสีแดง บ่อยครั้งมักเกิดความสับสนกับงูคิงสเน็คที่เป็นงูไม่มีพิษ คุณสามารถจำแนกแยกประเภทได้โดยดูลายสีแดงสลับลายสีเหลือง งูชนิดนี้อาศัยอยู่ในไม้ หนองบึงและบริเวณทะเลทรายทางตอนใต้ งูปะการังมักชอบแอบอยู่ใต้พื้นดินและในกองใบไม้

อาการ

อาการเฉพาะเมื่อถูกงูปะการังกัดคือ:

  • มีอาการปวดแต่ไม่ทันทีทันใด
  • อาการเกิดขึ้นหลังถูกกัดหลายชั่วโมง
  • มีอาการชักกระตุก
  • หนังตาย้อยปิด
  • สีผิวเปลี่ยน
  • ปวดท้อง
  • หายใจลำบาก
  • ปวดศีรษะ
  • ช็อค
  • เป็นอัมพาต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด

สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกงูกัด สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือรีบไปรับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ต่อไปนี้คือเคล็ดลับการปฐมพยาบาลงูกัดที่คุณควรจำไว้ให้ขึ้นใจ:

  • โทร 1669 ทันที
  • จดเวลาที่ถูกงูกัด
  • ตั้งสติและควรอยู่นิ่งๆเพราะการขยับร่างกายอาจเป็นสาเหตุทำให้พิษงูเดินทางไปทั่วร่างกายได้เร็วขึ้นได้
  • ถอด ปลดเสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือเครื่องประดับออก เพราะรอบๆแผลงูกัดอาจมีอาการบวมขึ้น
  • ไม่ควรให้ผู้ที่ถูกงูกัดเดิน อุ้มหรือเคลื่อนย้ายพวกเขาด้วยยานพาหนะ
  • ไม่ควรฆ่าหรือจับงู ควรถ่ายรูปงูไว้ถ้าคุณทำได้ แต่ไม่ควรเสียเวลาตามล่าหางู

ความเชื่อเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

มีหลายวิธีการปฐมพยาบาลที่เป็นเทคนิคที่ล้าสมัย เป็นความเชื่อที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังอาจส่งผลให้เกิดอันตรายมากขึ้นได้ด้วย:

  • ไม่ควรใช้สายรัดห้ามเลือด
  • ไม่ควรตัดลงไปบนแผลตรงบริเวณที่งูกัด
  • ไม่ควรประคบเย็นตรงบริเวณที่ถูกกัด
  • ไม่ควรให้ยาใดๆนอกจากแพทย์สั่ง
  • ไม่ควรยกบริเวณที่ถูกงูกัดเหนือหัวใจผู้ป่วย
  • ไม่ควรดูดพิษออกด้วยปาก
  • ไม่ควรใช้อุปกรณ์ดูดใดๆ ในสมัยก่อนเคยมีคำแนะนำให้ใช้เพื่อดูดเอาพิษงูออก แต่ในปุจจุบันนี้ความเชื่อดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าเกิดผลดี

การรักษาเมื่อถูกงูกัด

สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อถูกงูกัดคือรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แพทย์จะประเมินแผลที่เหยื่อเพื่อตัดสินใจว่าควรเลือกวิธีใดในการรักษา ในบางรายการถูกงูมีพิษกัดอาจไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ความรุนแรงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ถูกกัด อายุและสุขภาพของเหยื่อ หากการกัดนั้นไม่รุนแรง แพทย์อาจแค่ทำความสะอาดแผลแบบง่ายๆ และให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักแก่เหยื่อ

หากสถานการณ์มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แพทย์อาจให้เซรุ่มต้านพิษงู เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากพิษของงูเพื่อตอบโต้อาการจากการถูกงูกัด โดยฉีดเข้าไปที่เหยื่อ ในไม่ช้าเซรุ่มต้านพิษงูก็จะทำงานแล้วอาการจะดีขึ้น

การเฝ้าติดตามสำหรับการถูกงูกัด

การเฝ้าติดตามมีหลายตัวแปร สำหรับคนที่ถูกงูไม่มีพิษกัด การเฝ้าระวังก็คือการทำความสะอาดแผลและรักษาอย่างเหมาะสม ส่วนคนที่ถูกงูมีพิษกัดสิ่งที่ต้องระวังคือเหยื่อจะต้องได้รับการรักษาให้เร็วที่สุดหลังการถูกกัด ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจะมีรอยกัดตื้นกว่าเด็กและคนที่มีภูมิต้านทานต่ำที่อาจมีรอยกัดที่ลึกกว่า

การป้องกันการถูกงูกัด

งูกัดสามารถป้องกันได้หลายวิธี วิธีที่ดีที่สุดคือไม่ควรเข้าใกล้กับงูที่อยู่ในป่า หลีกเลี่ยงบริเวณที่อาจมีงูหลบซ่อนอยู่ เช่นตามพงหญ้าสูงและตามกองใบไม้ ตามโขดหินหรือกองไม้

เมื่อต้องออกไปทำงานในบริเวณที่อาจมีงูอยู่ ควรสวมรองเท้าบูทสูง กางเกงขายาวและถุงมือหนัง หลีกเลี่ยงการทำงานนอกบ้านในช่วงเวลากลางคืนซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่งูออกหากิน

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

No Responses

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *